songkhlaonly

มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม สงขลา

วันที่ 17 ม.ค. 2562

  มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา และสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดสงขลา
ประวัติความเป็นมา
             ความคิดในเรื่องที่จะจัดสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา และศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลาได้เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อปี 2534 โดย นายอาศิส  พิทักษ์คุมพล ประธานฯ และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ในยุคก่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม
          เพราะต้องการที่จะให้มี “มัสยิดกลางประจำจังหวัด” เฉกเช่นจังหวัดอื่น ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเพื่อเป็นที่ทำการของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลาอย่างเป็นเอกเทศ
         จากแนวคิดดังกล่าวก็ถูกผลักดันไปสู่การปฏิบัติ เมื่อประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ได้นำเสนอโครงการต่อนายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา (ในขณะนั้น)  ไปยังกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2534 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
       ทว่าความล้มเหลวในครั้งแรก มิได้ทำให้คณะกรรมการฯ เลิกล้มความตั้งใจ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้พยายามหาทางและโอกาสอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งในปี 2542 ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ได้รับการแจ้งความจำนงจากกลุ่มบุคคล 5 ท่าน คือ
- นายอรุณ  หล้าดัม
- นายอารีฟีน  นิยมเดชา
- นายหมัดตะเหย็บ  บิลหมัด
- นายภูวดล  บิลยีหลี 
และนายสมนึก  สิยะโอ๊ะ
       ซึ่งมีความประสงค์จะบริจาคที่ดิน จำนวน 5 ไร่ บริเวณถนนลพบุรีราเมศวร์ ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อก่อสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา จากนั้นคณะกรรมการฯ จึงได้ประสานเป็นการภายในกับท่านพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  และคุณชูศักดิ์  มณีชยางกูร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนประสานราชการ กรมการปกครอง และขณะเดียวกันดำรงตำแหน่ง ผช.ผอ.ศอ.บต.ด้วยอีกตำแหน่ง เพื่อขอให้ผลักดันโครงการนี้เข้าสู่โครงการพัฒนาเฉพาะกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้  เพราะรัฐบาลจะให้ความสำคัญ
         ปรากฏว่าการเสนอโครงการในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยและผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี  จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2543 ก็ยังไม่ปรากฏว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณตามมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด
         ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลาจึงได้ปรึกษาหารือกับคุณไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อประสานงานเรื่องโครงการให้เป็นรูปธรรมต่อไป ด้วยความหวังว่า นี่จะเป็นหน้าเป็นตาและความภาคภูมิของประชาคมมุสลิมจังหวัดสงขลาต่อไปในอนาคต
          นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ก็อาสาจะประสานให้ ในปีต่อมา (2544) ก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 38.5 ล้านบาท กระนั้นก็ตาม ขณะที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 38.5 ล้านบาทนั้น  ก็ยังไม่มีแบบแปลนที่จะก่อสร้างแต่อย่างใด  และด้วยความไม่เข้าใจในกระบวนการดำเนินการใช้งบประมาณ จนเวลาล่วงเลยไปจนเกือบสิ้นปีงบประมาณ ก็ได้รับคำแนะนำจากส่วนประสานราชการ กรมการปกครอง ให้จัดทำแบบแปลน   คณะกรรมการฯ จึงได้ติดต่อให้ อ.สถาพร ศิริลิมป์ และ อ.มานะ ยืนตระกูล สถาปนิก ช่วยออกแบบ โดยแบบแปลนที่ได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 ชั้น
      ประกอบด้วย...
             -  ชั้นล่างสุด เป็นสถานที่จอดรถจุประมาณ 76 คัน
             -  ชั้นที่ 2 เป็นที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และห้องประชุมอเนกประสงค์จุคนประมาณ 800 คน
             -  ชั้นที่ 3 เป็นอาคารมัสยิดจุคนประมาณ 2,500 – 3,000 คน
และบริเวณมัสยิดจะปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีสวนหย่อม สระน้ำ และมีน้ำตกไหลจากช่วงกลางบันไดลงสู่สระน้ำ   เป็นโจทย์ใหญ่ให้ทุกคนช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรดี ? ครั้นจะดำเนินการในวงเงิน38.5 ล้านบาท โดยเขียนแบบขึ้นใหม่ ก็จะได้เพียงมัสยิดหลังเล็ก ๆ ไม่เหมาะกับความเป็นมัสยิดกลาง ครั้นจะไม่สร้าง งบประมาณก็ต้องตกไป    แล้วจะต้องทำเรื่องยื่นขอใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!!! จนในที่สุด... ประธานคณะกรรมการฯ ได้ประสานหารือ  กับ ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา  ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเล่ารายละเอียดทั้งหมด
พร้อมทั้งขอคำแนะนำ ท่านตัดสินใจในทันทีว่าได้งบประมาณมาตั้ง 38.5 ล้านบาท มิใช่เรื่องง่ายเลย จะปล่อยให้ตกไปได้อย่างไร?
            การแก้ปัญหาในเบื้องต้นก็คือ....จัดสร้างตามแบบแปลนที่ออกแบบไว้ครั้งแรก   เมื่อเงินหมดก็ค่อยหาทางดำเนินการกันใหม่ต่อไป “ผมอยู่ในคณะรัฐบาลจะหาทางช่วยเหลือ ขอให้ประธานฯ ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด โยธาธิการจังหวัด วิศวกร และสถาปนิกผู้ออกแบบ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาหารือกันที่    ห้องวีไอพีสนามบินหาดใหญ่ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับยะลา”
            นี่คือคำพูดที่ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์  มะทา  พูดกับประธานฯ อาศิส
            ผลการหารือ ทุกคนเห็นด้วยกับคำแนะนำของ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี  (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) โดยตกลงจะดำเนินการก่อสร้างโดยแก้ไขปรับปรุง แบบแปลนให้ลงตัวในวงเงินงบประมาณ 38.5 ล้านไปก่อน แล้วค่อยหางบเพิ่มเติมในส่วนที่ยังต้องปรับปรุงก่อสร้างต่อไป ปัญหาก็จบลง
 
เมื่อปัญหาดังกล่าวจบลง ปัญหาใหม่ก็เข้ามาแทนที่  เนื่องจาก อ.มานะ  ยืนตระกูล แจ้งว่าหากจะสร้างในที่ดิน 5 ไร่ ที่ได้รับบริจาคนั้น ก็จะคับแคบไม่สามารถจัดภูมิทัศน์ให้สง่างามดังที่กำหนดไว้ได้ จะต้องใช้ที่ดินเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ไร่ รวมเป็น 10 ไร่ เพื่อภูมิทัศน์ที่สวยงามในอนาคต  ซึ่ง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ก็เห็นด้วย และขอให้ประธานฯ และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยอมเป็นหนี้จัดซื้อที่ดินเพิ่มอีก จำนวน 6 ไร่ครึ่ง พร้อมทั้งซื้อขยายถนนทางเข้ามัสยิดด้วย รวมเป็น 7 ไร่ครึ่ง สนนราคาประมาณ 7 ล้านบาทเศษ
        กล่าวสำหรับสถานะทางการเงินของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลาแต่ละคนนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีใครมีฐานะร่ำรวย ทุกคนในชีวิตไม่เคยเห็นเงินจำนวนล้านมาก่อน หากต้องแบกหนี้ จำนวน 7 ล้านบาทเศษ ย่อมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตอย่างแน่นอน  ทว่า ด้วยคำยืนยันจาก อ.วันมูหะมัดนอร์  มะทา  และด้วยกำลังใจที่ได้รับจากท่านประธานฯ อาศิส  คณะกรรมการฯ จึงยอมแบกรับภาระหนี้สินด้วยความเต็มใจ
       ในที่สุด...จึงได้เริ่มการก่อสร้างขึ้นเมื่อปลายปี 2545   จะบอกว่า... นี่เป็นการนับหนึ่งของการก่อสร้าง  “ศูนย์รวมใจพี่น้องมุสลิมชาวจังหวัดสงขลา” อย่างเป็นทางการ ก็คงจะไม่ผิดนักโดยมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา ได้เริ่มตอกเสาเข็มต้นแรก  เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545   มีความยาว 17 เมตร   จำนวน 433 ต้น
       ซึ่งการก่อสร้างได้ดำเนินการในระยะที่ 1  ตั้งแต่ปี 2544 – 2548 งานก่อสร้างโครงสร้างอาคารมัสยิดได้แล้วเสร็จเมื่อปี 2548
      ต่อมาเมื่อ อ.วันมูหะมัดนอร์  มะทา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ยังมีบทบาทสำคัญอีกครั้ง เมื่อช่วยประสานและสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 5.2 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงห้องสำนักงาน, ห้องประชุม และระบบไฟฟ้า-สุขาภิบาลบางส่วน
      กระทั่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546   นายสมพร  ใช้บางยาง  ได้ย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา   ซึ่งต่อมาในปี 2548 ก็ได้อนุมัติงบประมาณ CEO จำนวน 15.98 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ พร้อมกับถนนบริเวณทางเข้ามัสยิดกลางฯ และถนนรอบ ๆ  อาคาร   รวมทั้งได้รับงบประมาณผ่าน อบจ.สงขลา จำนวน 1.5 ล้านบาท  เพื่อปรับปรุงลานจอดรถ และงบประมาณจากกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 5 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างห้องน้ำ จากนั้นการก่อสร้างก็หยุดชะงักเพราะปัญหาเดิม คือ เงินไม่พอ
     จนกระทั่ง การมาของพ่อเมืองสงขลาที่ชื่อ “สนธิ  เตชานันท์” เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2549   เป็นจุดเปลี่ยนแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้
ประโยคแรกที่ท่านกล่าวกับคณะกรรมการฯ ที่ไปร่วมต้อนรับหลังจากทักทายและขอบคุณต่อกัน นั่นคือ..
     “มาอยู่สงขลา ผมรู้แล้วว่าสิ่งแรกที่ผมต้องทำคืออะไร?”
      ท่านบอกว่า...
     “มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลาจะต้องสร้างให้เสร็จ มิใช่แค่ความสง่างาม  แต่เป็นหน้าเป็นตา  เป็นความภาคภูมิใจให้พี่น้องมุสลิมทั่วทั้งภาคใต้”
      นี่คือ...เจตนารมณ์ของท่านที่บอกกับประธานอาศิส ในวันนั้น
     ในเบื้องต้น.ท่านผู้ว่าฯ สนธิ  เตชานันท์ ได้ประสานกับนายอำเภอทุกพื้นที่เพื่อรวบรวมเงินจากมัสยิดทุกอำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้มากบ้าง น้อยบ้าง แต่รวมทั้งหมดแล้วได้ 3 ล้านกว่าบาท ขณะเดียวกัน กรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา 30 ท่าน ก็ได้สมทบคนละ 1 แสนบาท ได้มาอีก 3 ล้านบาท ก่อนที่ท่านผู้ว่าฯ สนธิ ได้ประสานหางบประมาณจากทุกภาคส่วน ปรากฏว่าในปี2550 ได้รับงบเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อตกแต่งภายใน ก่อสร้างหออาซาน สระน้ำพุ และปรับปรุงภูมิทัศน์  ดังนี้
- ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)  30 ล้านบาท
- เทศบาลนครหาดใหญ่  10 ล้านบาท
- เทศบาลนครสงขลา 10 ล้านบาท
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา 10 ล้านบาท
- บริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน) 5 ล้านบาท
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 5 ล้านบาท
- สมาคมจีน 15 สมาคม ในหาดใหญ่ 5 ล้านบาท
- สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา 3 ล้านบาท
- มัสยิดต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา 3,805,117 บาท
   (รวมงบในการก่อสร้าง ณ ปัจจุบัน รวมเป็นเงินทิ้งสิ้น 77,305,117 บาท)