โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์

ใบความรู้เรื่องการพูดอภิปราย

วันที่ 23 ต.ค. 2557

ใบความรู้  เรื่องการพูดอภิปราย

 วิชา ท ๒๓๑๐๑  ภาษาไทย                                                                          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๓
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จุดประสงค์การเรียนรู้  เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ดังนี้

                   ๑.  ความหมายและความสำคัญของการอภิปราย
                   ๒.  องค์ประกอบของการอภิปราย
                   ๓.  หน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับการอภิปราย
                   ๔.  รูปแบบการอภิปราย
 
๑.  ความหมายและความสำคัญของการอภิปราย
             การอภิปราย คือ การที่บุคคลตั้งแต่  ๒  คนขึ้นไปพูดแสดงความรู้ความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกันหรืออาจเพื่อเสนะแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและการดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การอภิปรายจึงมีความสำคัญคือช่วยให้เกิดความรู้ ความคิดกว้างขวางขึ้นและสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ได้ดี
 
๒.  องค์ประกอบของการอภิปราย  การอภิปรายประกอบด้วย
             ๒.๑  ผู้พูด
             ๒.๒  ผู้ฟัง
             ๒.๓  หัวข้อเรื่อง
             ๒.๔  สถานที่
๓.  หน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับการอภิปราย
             ๓.๑  ผู้พูด  ประกอบด้วย ผู้ดำเนินการอภิปรายจำนวน  ๑  คน และผู้อภิปรายมีจำนวนตั้งแต่  ๑  คนขึ้นไป แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ ดังนี้
                      ผู้ดำเนินการอภิปราย  ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
                                ๑)  กล่าวอารัมภบทถึงจุดมุ่งหมายในการอภิปราย
                                ๒)  แนะนำผู้ร่วมอภิปรายเป็นรายบุคคล โดยบอกชื่อ หน้าที่การงาน ความสนใจ และความเกี่ยวข้องกับหัวข้อการอภิปราย
                                ๓)  กล่าวนำประเด็นที่จะอภิปราย และเชิญผู้อภิปรายทีละคนให้แสดงความคิดเห็นในแง่ที่ตนถนัด
                                ๔)  สรุปหรือเสริมข้อความตามสมควร เมือผู้อภิปรายแต่ละคนกล่าวจบ
                                ๕)  เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถามผู้อภิปรายในตอนท้าย
                                ๖)  กล่าวสรุปทั้งหมดก่อนปิดการอภิปราย
                      ผู้ร่วมการอภิปราย  ควรปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
                                ๑)  รักษาเวลาในการพูด
                                ๒)  พูดให้ตรงประเด็น จัดลำดับความคิดให้ดี
                                ๓)  แสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ ไม่ก้าวร้าวหรือเอาใจผู้หนึ่งผู้ใด
                                ๔)  ใช้คำพูดสุภาพ ยกย่องความคิดเห็นของผู้ร่วมอภิปราย
                                ๕)  ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ถ้าจะซักถามหรือแทรกข้อคิดเห็น ต้องขอผ่านทางผู้ดำเนินการอภิปราย และข้อคิดนั้นต้องตรงประเด็น
             ๓.๒  ผู้ฟัง  ควรปฏิบัติตามมารยาทการฟัง ดังนี้
                      ๑)  ปรบมือต้อนรับเมื่อมีการแนะนำผู้พูด
                      ๒)  รักษามารยาทในการฟัง เช่น ตั้งใจฟัง ไม่ส่งเสียงดัง ไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มในขณะที่ฟัง ไม้โห่ฮา เมื่อผู้พูดพูดถูกใจ ควรปรบมือให้แทน เป็นต้น
             ๓.๓  หัวข้อเรื่อง  หัวข้อเรื่องที่ควรจะนำมาอภิปรายควรมีลักษณะดังนี้
                      ๑)  ไม่ควรเป็นปัญหาที่กว้างจนเกินไป จนสรุปผลไม่ได้
                      ๒)  ควรเป็นปัญหาที่มีสาระ ที่เสนอแนะให้นำไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
                      ๓)  ควรเป็นปัญหาที่คนอื่นก็อาจประสบเช่นเดียวกัน
                      ๔)  ควรเป็นปัญหาที่พบกันเสมอ ๆ เช่น การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
                      ๕)  เป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่เข้าใจยากหรือยังเข้าใจไม่ถูกต้อง
             ๓.๔  สถานที่  ในการจัดหาสถานที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมสำหรับการพูดในครั้งนั้น ๆ
 
๔.  รูปแบบของการอภิปราย
             ๔.๑  การอภิปรายกลุ่ม คือ การอภิปรายที่ประกอบด้วยบุคคล ประมาณ  ๕ – ๒๐  คน ทุกคนผลัดกันพูดและฟัง การอภิปรายมักเป็นเรื่อง เพื่อหาทางแก้ปัญหา กำหนดนโยบายวางแผนหรือหาข้อตกลงร่วมกัน มีบุคคล  ๑  คน ทำหน้าที่ประธาน และอีก  ๑  คน ทำหน้าที่เลขานุการ สถานที่อภิปรายอาจจัดเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยม หรือรูปตัวยู (U)  โดยมีจุดมุ่งหมายให้สมาชิดในกลุ่มมองเห็นกันได้
             ๔.๒ การอภิปรายแบบแลกเปลี่ยนความรู้  (Symposium)
                   การอภิปรายแบบแลกเปลี่ยนความรู้   คือ   การอภิปรายที่ประกอบด้วยบุคคล  ๒  ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งคือ  คณะผู้อภิปราย  อีกฝ่ายหนึ่งคือ    ผู้ฟัง   คณะผู้อภิปรายจะมีประมาณ  ๒  -  ๕  คน   ในคณะผู้อภิปรายประกอบด้วยผู้ดำเนินการอภิปรายและผู้อภิปราย   ลักษณะการอภิปรายมุ่งให้ความรู้และความคิดอย่างละเอียดแก่ผู้ฟัง  ผู้อภิปรายแต่ละคนได้รับมอบให้อภิปรายส่วนใดส่วนหนึ่งของปัญหาเดียวกันเป็นตอน  ๆ  ติดต่อกันจนจบเรื่อง  ในตอนท้ายผู้ฟังมีส่วนร่วมการอภิปรายหรือซักถามปัญหาด้วย
             ๔.๓  การอภิปรายแบบแพนเนล   (Panel)  
                การอภิปรายแบบแพนเนล   คล้ายกับการอภิปรายแบบแลกเปลี่ยนความรู้  ต่างกันที่การอภิปรายแบบแพนเนล  ผู้อภิปรายแต่ละคนแสดงความรู้ความคิดเห็นในหัวข้อหรือประเด็นเดียวกันไม่แยกเป็นส่วน ๆ หรือเป็นประเด็น ๆ  แบบการอภิปรายแบบแลกเปลี่ยนความรู้  ผู้อภิปราย                        แบบแพนเนลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางไม่จำกัดเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น  บางโอกาสสามารถซักถามข้อข้องใจสงสัยจากผู้อภิปรายด้วยกันได้   นอกจากนี้   บรรยากาศการอภิปรายแบบแพนเนลยังเป็นกันเองมากกว่าการอภิปรายแบบแลกเปลี่ยนความรู้ผู้ดำเนิน               การอภิปรายจะเสนอปัญหาเดียวกันให้ผู้อภิปรายทุกคนแสดงความคิดเห็นจนกว่าจะหาข้อสรุปได้   วิธีการอื่น ๆ ตลอดจนการจัดสถานที่เหมือนการอภิปรายแบบแลกเปลี่ยนความรู้ทุกประการ
             ๔.๔  การอภิปรายแบบโต๊ะกลม
                   การอภิปรายแบบโต๊ะกลมคล้ายกับการอภิปรายกลุ่ม   ต่างกันที่การจัดสถานที่ซึ่ง                   การอภิปรายแบบนี้จะจัดเป็นรูปวงกลมเท่านั้น  และเป็นการประชุมผู้ใกล้ชิดที่เป็นผู้บริหารงานภายในหน่วยงานเดียวกันในลักษณะการปรึกษาหารือกันในการดำเนินงานอย่างใดอย่างหนึ่ง  ผู้เป็นประธานหรือผู้ดำเนินการอภิปรายจะเป็นผู้รวบรวมปัญหาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไว้ก่อนเปิดการอภิปราย   เพื่อขอความคิดเห็นและสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป
             ๔.๕  การอภิปรายแบบฟอรัม   (Forum)
                   การอภิปรายแบบฟอรัม  เป็นการอภิปรายที่ประกอบด้วยคณะบุคคลที่มีความรู้ทางด้านวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง  ประมาณ  ๕  -  ๖  คน  มีบุคคลอื่นอีก  ๑  คน  เป็นตัวแทนของผู้ฟังทำหน้าที่ประธานหรือผู้ดำเนินการอภิปราย  ประสานงานการอภิปราย   โดยชักนำหรือซักถามคณะผู้อภิปรายแทนผู้ฟัง   ผู้ฟังมีโอกาสร่วมแสดงความรู้ความคิดเห็น  หรือให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่คณะผู้อภิปรายได้การอภิปรายแบบนี้มักไม่ค่อยพบในที่ทั่วไปนัก    ผู้เรียนจะได้เห็นรูปแบบการอภิปรายเช่นนี้จากรายการทางโทรทัศน์หรือได้ฟังจากรายการวิทยุบ้าง  
             ๔.๖  การอภิปรายแบบสัมมนา   (Seminar)
                   การอภิปรายแบบสัมมนา   คือการอภิปรายหลังจากผู้เชี่ยวชาญสาขานั้น ๆ   ให้ความรู้ผ่านไปแล้ว   ผู้อภิปรายแต่ละคนแยกกันค้นคว้าหาความรู้   หรือประชุมปรึกษาหารือกันเป็นกลุ่มย่อย   บางครั้งอาจมีวิทยากร   เป็นที่ปรึกษาประจำกลุ่ม   สรุปผล  การค้นคว้าหรือปรึกษาหารือกันใน            กลุ่มใหญ่ไปโดยปริยาย  เมื่อผ่านที่ประชุมทั้งหมดแล้วผลนั้นใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานต่อไป
 
             ๔.๗   การอภิปรายแบบสนทนา   (Dialogue)
                   การอภิปรายแบบสนทนา   มีลักษณะคล้ายกับการอภิปรายแบบฟอรัมแต่ผู้อภิปรายมี  ๒  คน  คนหนึ่งเป็นผู้ซักถามอีกคนหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตอบปัญหา   มักเป็นการอภิปรายในรูปของการแถลงข่าวสารหรือผลงานต่อคนจำนวนมาก   พบมากทางวิทยุและโทรทัศน์
             ๔.๘  การอภิปรายในที่ประชุม

                   การอภิปรายในที่ประชุม   คือการอภิปรายเมื่อมีการประชุมครั้งหนึ่ง ๆ   ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเมื่อดำเนินงานผ่านไปแล้วหรือดำเนินงานต่อไป   มีการประชุมประเมินผลหรือหาลู่ทางข้อตกลงเป็นแนวปฏิบัติต่อไป  ประธานในที่ประชุมซึ่งมักได้แก่หัวหน้าหน่วยงานนั้น ๆ เปิดโอกาสให้อภิปรายแสดงความคิดเห็น  การอภิปรายแบบนี้คล้ายกับการอภิปรายกลุ่ม   แต่จำนวนผู้ฟังอาจมากกว่า  ๒๐  คน

             ๔.๙  การอภิปรายแบบโต้วาที  (Debate)
                   การอภิปรายแบบโต้วาที    เป็นการอภิปรายโต้เถียงกันอย่างเป็นระเบียบตามหัวข้อที่กำหนดไว้   มีผู้เสนอฝ่ายหนึ่งผู้ค้านฝ่ายหนึ่ง   และมีประธานเป็นผู้รักษาระเบียบการโต้ ทั้งฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านต่างก็ยกเหตุผลหลักฐานอ้างอิงต่าง ๆ มาหักล้างกัน  ฝ่ายใดมีเหตุผลดีย่อมเป็นฝ่ายชนะ   ฝ่ายชนะจะยึดถือเป็นข้อปฏิบัติต่อไป
                                การอภิปรายแบบนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการประชุมสภา   และในที่ประชุมในกรณีที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง   หรือนโยบายใดนโยบายหนึ่งไปปฏิบัติ
  
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
กรมการศึกษานอกโรงเรียน. (๒๕๓๐). แบบเรียนวิชาภาษาไทย  ตอนที่  ๖         ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.  
                   กรุงเทพมหานคร : คุรุสภา, ๒๕๓๐