โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์

ใบความรู้เรื่องหลักการอ่านทำนองเสนาะ

วันที่ 01 พ.ย. 2557

ใบความรู้ที่  ๑  เรื่องหลักการอ่านทำนองเสนาะ

 วิชา ท ๒๓๑๐๑  ภาษาไทย                                                                            ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๓
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จุดประสงค์การเรียนรู้

                   ๑.  บอกความสำคัญของบทร้อยกรองได้
                   ๒.  บอกหลักการอ่านบทร้อยกรองทำนองเสนาะได้
 
๑.  ความสำคัญของบทร้อยกรอง
                   ร้อยกรองหรือคำประพันธ์ คือ ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นอย่างไพเราะตามแผนผังบังคับของลักษณะคำประพันธ์ชนิดนั้น ๆ
 
ความสำคัญของการอ่านทำนองเสนาะ
 
          การอ่านทำนองเสนาะ เป็นลักษณะการอ่านออกเสียงที่มีจังหวะ ทำนองและออกเสียงสูงต่ำ เพื่อให้เกิดความไพเราะ การอ่านทำนองเสนาะผู้อ่านจะต้องเข้าใจลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละชนิด และรู้จักการทอดเสียงสูงต่ำ การเอื้อนเสียงเป็นลักษณะเฉพาะของคำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ เพื่อความไพเราะเสนาะหู ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านและผู้ฟังอ่านบทร้อยกรองหรือทำนองเสนาะได้ไพเราะก็จะช่วยถ่ายทอดความงามของภาษาให้ผู้ฟังเกิดภาพพจน์อันประทับใจยิ่งขึ้น
           นอกจากนี้ การอ่านทำนองเสนาะยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรภูมิใจและรักษาวัฒนธรรมนี้ตลอดไป

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการทำนองเสนาะ
การอ่านบทร้อยกรองโดยทั่วไปมีหลักดังนี้
          ๑.  ต้องรู้จักจังหวะและการแบ่งวรรคตอนของบทประพันธ์ที่จะอ่าน    หลังจากได้ศึกษาลักษณะแผนผังบังคับของคำประพันธ์ที่จะอ่านนั้น
          ๒.  การแบ่งวรรคตอนและจำนวนคำ     แต่ละวรรคของบทร้อยกรองแต่ละชนิดตามปกติพยางค์หนึ่งนับเป็นหนึ่งคำ ถ้าเป็นพยางค์สระเสียงสั้น แม่  ก. กา  อาจอ่านออกเสียงรวมกับพยางค์อื่นนับเป็นคำหนึ่ง เช่น
                   สวาท              เป็นคำ   ๒  พยางค์           อาจนับเป็น  ๑  คำ
                   สุนทรีย์            เป็นคำ  ๓  พยางค์            อาจนับเป็น  ๒  คำ
                   เวทนา             เป็นคำ  ๓  พยางค์            อาจนับเป็น  ๒  คำ
           ๓.  ที่รับสัมผัสกันต้องเน้นเสียงให้ชัดกว่าปกติ ถ้าเป็นสัมผัสนอกต้องทอดเสียงให้มีจังหวะกว่าธรรมดา
                   ๔.  พยางค์ที่ใช้เกิน ให้อ่านเร็วและเบาอย่างอักษรนำเพื่อให้เสียงไปตกอยู่ตรงพยางค์ที่ต้องการ เช่น ในแผนกำหนดให้บรรลุคำหน่วยละ  ๑  พยางค์ แต่บรรจุคำ  ๒  พยางค์ลงไปในหนึ่งหน่วย เช่น ดิลก ประโยชน์ ขยาย สมร ระลึก ฯลฯ คำที่มีพยางค์เกินเช่นนี้ต้องอ่านให้เสียงมาตกอยู่ที่พยางค์หลัง
                   ๕.  ต้องอ่านออกเสียง  ร  และ  ล  ให้ชัด  อย่าให้เสียงสลับกัน    มิฉะนั้นผู้ฟังจะเข้าใจ        ความหมายคลาดเคลื่อน และไม่ควรเน้นให้มากเกินไปเพราะจะทำให้ขาดความไพเราะเหมาะสม
                   ๖.  ต้องรู้จักลักษณะบังคับของคำประพันธ์ที่จะอ่านเป็นอย่างดี   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   โคลง ต้องรู้หลัก เอก  โท  ฉันท์  ต้องรู้เรื่อง  ครุ  ลหุ  อย่างคล่องแคล่วชัดเจน เวลาออกเสียงห้ามเอนเสียงที่คำลหุ เพราะมีเสียงสั้นและเบา
                   ๗.  เมื่ออ่านไปถึงตอนจะจบบทต้องเอื้อนเสียงและทอดจังหวะให้ช้าลงจนกระทั่งจบบท
                   ๘.  การอ่านบทร้อยกรองต้องฝึกอ่านสอดแทรกอารมณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่อ่าน คือ ถ้าเป็นบทโกรธ บทสู้รบ ต้องทำเสียงหนัก เต็มเสียงจังหวะเร็วแฝงความรู้สึกโกรธ ถ้าเป็นบทโศกเศร้าหรือออดอ้อนรำพัน ควรทอดเสียงให้ยาว ถ้าเป็นบทชมความงามความรัก ควรใช้น้ำเสียงนุ่มนวล    อ่อนหวาน
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
การศึกษานอกโรงเรียน,กรม. แบบเรียนวิชาภาษาไทย วิชาบังคับ ตอนที่  ๑  ภาษาไทยเพื่อพัฒนาการ
                   รับสาร.กรุงเทพมหานคร : คุรุสภา, ๒๕๓๐.
อบเชย  แก้วสุข. แบบเรียนด้วยตนเอง (วิชาบังคับ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๓. กรุงเทพมหานคร :
                   การศึกษาจำกัด, ๒๕๓๖.