ห้องสมุดโรงเรียนอนุบาลตาก

การสร้างบรรยากาศห้องเรียนให้นักเรียนชอบหนังสือ

วันที่ 04 ก.พ. 2557
ผู้เข้าชม : 909

การสร้างบรรยากาศห้องเรียนให้นักเรียนชอบหนังสือ

 



                      บรรยากาศในห้องเรียนของชั้นประถม หากครูประจำชั้นชอบดนตรี เด็กๆก็จะชอบดนตรีตามไปด้วย หรือหากครูชอบศิลปะ เด็กๆก็จะชอบศิลปะไปด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้เด็กๆ ในชั้นเรียนกลายเป็นนักอ่าน เพียงแค่ครูอ่านหนังสือให้เด็กฟังอยู่เสมอ และหากมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือเมื่อไร ก็นำมาเล่าให้เด็กฟัง พร้อมกับคอยใส่ใจและถามเด็กๆ ว่าช่วงนั้นกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ ในไม่ช้าห้องเรียนก็จะมีแต่เรื่องพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือที่เด็กแต่ละคนอ่าน ตัวอย่างในการแนะนำและจูงใจให้เด็กๆ เข้าสู่โลกแห่งการอ่าน เช่น

1. เล่าเรื่องจากหนังสือ หรืออ่านหนังสือให้นักเรียนฟังในชั่วโมงพบครูประจำชั้นตอนเช้าหรือตอนเย็น หลังเลิกเรียน จะทำให้เด็กสนใจหนังสือมากขึ้น
2. ตอนเช้าของวันจันทร์ จัดชั่วโมงพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านไปเมื่อวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ จะทำให้เด็กๆ อยากแย่งกันเล่าเรื่องที่ตนอ่านให้เพื่อนๆรู้ ซึ่งจะเป็นแรงพลักดันให้กับเด็กที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ หันมาเริ่มอ่านบ้าง
3. ครูควรชักจูงให้เด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ โดยเล่าสิ่งที่พบเห็นตอนไปซื้อหนังสือให้เด็กๆฟัง ถ้าเด็กยังไม่รู้จะเล่าอย่างไรดี อาจลองใช้คำถามที่เป็นรูปธรรมนำเข้าสู่การสนทนาดังนี้

“มีอะไรที่ร้านหนังสือที่อยากจะเล่าให้เพื่อนๆฟังบ้างไหม”
“มีหนังสือเล่มไหนบ้างที่อยากซื้อแต่ไม่ได้ซื้อ”
“มีหนังสือเล่มไหนบ้าง ที่อ่านแล้วรู้สึกอยากอ่านอีก”

          คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆ สามารถพูดคุยถึงหนังสือได้ พอพวกเขาคุ้ยเคยกับวิธีการเหล่านี้แล้ว เราก็จะได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ มากมายจากการเล่าของเด็กๆ นอกจากนี้ยังมีวิธีที่จะทำให้หนังสือกลายเป็นหัวข้อสนทนา ในห้องเรียน เช่น

1. ครูถือหนังสือเดินไปเดินมาให้นักเรียนเห็นบ่อยๆ
2. ชมเชยนักเรียนในเรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือบ่อยๆ
3. เล่าให้เด็กๆฟังว่า พวกเขาแต่ละคนคล้ายกับตัวละครในหนังสือเล่มไหนบ้าง
4. ให้หนังสือเป็นของขวัญแก่เด็กๆที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ

ตอนพักเมื่อครูหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เด็กๆ อาจจะค่อยๆ ย่องมาใกล้แล้วถามว่า “คุณครูอ่านหนังสืออะไรอยู่หรอค่ะ ให้หนูยืมบ้างได้ไหม?”
เวลาเช่นนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ครูจะให้นักเรียนยืมหนังสือ พร้อมกับเล่าเรื่องย่อของหนังสือเล่มนั้นให้ฟังไปด้วย ผ่านไป 3 – 4 เดือน บรรยากาศในห้องเรียนก็จะมีแต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังสือไม่รู้จบ และจะเห็นว่าเด็กๆ นั้นสนใจการอ่านหนังสือโดยถ้วนหน้า
อ้างอิงจาก : Nam mi-young. 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2554



ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
เข้าร่วมประกวดนักอ่านระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เด็กหญิงภัทรวดี สิงห์ไฝแก้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เข้วร่วมประกวดนักอ่านระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เด็กชายธนพล อำมาตเอก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3
การสร้างบรรยากาศห้องเรียนให้นักเรียนชอบหนังสือ บรรยากาศในห้องเรียนของชั้นประถม หากครูประจำชั้นชอบดนตรี เด็กๆก็จะชอบดนตรีตามไปด้วย หรือหากครูชอบศิลปะ เด็กๆก็จะชอบศิลปะไปด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้เด็กๆ ในชั้นเรียนกลายเป็นนักอ่าน เพียงแค่ครูอ่านหนังสือให้เด็กฟังอยู่เสมอ และหากมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือเมื่อไร ก็นำมาเล่าให้เด็กฟัง พร้อมกับคอยใส่ใจและถามเด็กๆ ว่าช่วงนั้นกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่ ในไม่ช้าห้องเรียนก็จะมีแต่เรื่องพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือที่เด็กแต่ละคนอ่าน ตัวอย่างในการแนะนำและจูงใจให้เด็กๆ เข้าสู่โลกแห่งการอ่าน เช่น 1. เล่าเรื่องจากหนังสือ หรืออ่านหนังสือให้นักเรียนฟังในชั่วโมงพบครูประจำชั้นตอนเช้าหรือตอนเย็น หลังเลิกเรียน จะทำให้เด็กสนใจหนังสือมากขึ้น 2. ตอนเช้าของวันจันทร์ จัดชั่วโมงพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านไปเมื่อวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ จะทำให้เด็กๆ อยากแย่งกันเล่าเรื่องที่ตนอ่านให้เพื่อนๆรู้ ซึ่งจะเป็นแรงพลักดันให้กับเด็กที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ หันมาเริ่มอ่านบ้าง 3. ครูควรชักจูงให้เด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ โดยเล่าสิ่งที่พบเห็นตอนไปซื้อหนังสือให้เด็กๆฟัง ถ้าเด็กยังไม่รู้จะเล่าอย่างไรดี อาจลองใช้คำถามที่เป็นรูปธรรมนำเข้าสู่การสนทนาดังนี้ “มีอะไรที่ร้านหนังสือที่อยากจะเล่าให้เพื่อนๆฟังบ้างไหม” “มีหนังสือเล่มไหนบ้างที่อยากซื้อแต่ไม่ได้ซื้อ” “มีหนังสือเล่มไหนบ้าง ที่อ่านแล้วรู้สึกอยากอ่านอีก” คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆ สามารถพูดคุยถึงหนังสือได้ พอพวกเขาคุ้ยเคยกับวิธีการเหล่านี้แล้ว เราก็จะได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ มากมายจากการเล่าของเด็กๆ นอกจากนี้ยังมีวิธีที่จะทำให้หนังสือกลายเป็นหัวข้อสนทนา ในห้องเรียน เช่น 1. ครูถือหนังสือเดินไปเดินมาให้นักเรียนเห็นบ่อยๆ 2. ชมเชยนักเรียนในเรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือบ่อยๆ 3. เล่าให้เด็กๆฟังว่า พวกเขาแต่ละคนคล้ายกับตัวละครในหนังสือเล่มไหนบ้าง 4. ให้หนังสือเป็นของขวัญแก่เด็กๆที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ตอนพักเมื่อครูหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เด็กๆ อาจจะค่อยๆ ย่องมาใกล้แล้วถามว่า “คุณครูอ่านหนังสืออะไรอยู่หรอค่ะ ให้หนูยืมบ้างได้ไหม?” เวลาเช่นนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ครูจะให้นักเรียนยืมหนังสือ พร้อมกับเล่าเรื่องย่อของหนังสือเล่มนั้นให้ฟังไปด้วย ผ่านไป 3 – 4 เดือน บรรยากาศในห้องเรียนก็จะมีแต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังสือไม่รู้จบ และจะเห็นว่าเด็กๆ นั้นสนใจการอ่านหนังสือโดยถ้วนหน้า อ้างอิงจาก : Nam mi-young. 10 นาทีมหัศจรรย์ยามเช้า สร้างลูกรักการอ่าน. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2554
8 เหตุผลที่ทำให้การอ่านเป็นเรื่องสำคัญ อ่านเป็นเรื่องสำคัญ แต่เคยมีใครถามตัวเองหรือไม่ว่ามันสำคัญอย่างไร ในบทความนี้ จะกล่าวถึง 8 เหตุผลของความสำคัญของการอ่าน และหวังว่าผู้อ่านจะลองหาความสำคัญของการอ่านของตัวเองดูบ้างเพื่อจะได้พบ ความต้องการใหม่ๆในการเข้าไปสู่โลกของการอ่าน 1. เปิดโอกาสให้ได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ ระหว่างการอ่าน คุณจะได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ ข้อมูลใหม่ๆ และหนทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ รวมไปถึงวิธีที่จะประสบความสำเร็จตามความต้องการใหม่ๆ ไปด้วย เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะค้นพบงานอดิเรกใหม่ๆก็ได้ใครจะรู้? หรือคุณอาจจะพบสิ่งที่คุณชอบจนสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปในอนาคตก็เป็นได้ เพราะการค้นพบ เริ่มจากการอ่านและทำความเข้าใจกับมันนั่นเอง 2. พัฒนาตัวเอง การอ่านช่วยส่งเสริมในการพัฒนาตนเอง คุณจะเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบกายมากขึ้น คุณจะเข้าใจในหัวข้อที่คุณสนใจมากขึ้น เช่น วิธีสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง, วิธีการเพิ่มความสามารถในการจดจำ, วิธีที่จะวางแผนก่อนจะกระทำการใดๆ ซึ่งการพัฒนาตัวเองเหล่านี้สามารถสร้างได้จากการอ่านบทความดีๆสักเรื่องนึง 3. เพิ่มพูนความเข้าใจ ยิ่งคุณอ่านมาก คุณยิ่งเข้าใจมันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นคุณอ่านเรื่องจระเข้ และพฤติกรรมของมัน เพื่อที่จะรู้วิธีหลบหลีกจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากมัน หรือคุณอาจจะเข้าไปสัมผัสชีวิตของมันในประสบการณ์จริงได้อย่างปลอดภัยมาก ขึ้น นากจอกนี้การอ่านยังช่วยเพิ่มความเข้าใจในกฎเกณฑ์การใช้ชีวิตเพื่อที่จะปรับ เปลี่ยน และดำรงอยู่ในสังคมนั้นๆได้ เล่นเกมส์ได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น 4. เตรียมตัวก่อนตัดสินใจกระทำ ก่อนที่คุณจะทำอะไรสักอย่างคุณจะค้นหาวิธีช่วยหรือการแนะนำได้อย่างไร การอ่านเป็นอีกวิธีที่จะช่วยคุณ ในโลกปัจจุบัน การได้อ่านคำแนะนำติชม หรือผลตอบรับจากผู้อื่นจะช่วยในการตัดสินใจของคุณในครั้งต่อไป อาจจะอ่านวิธีการทำอาหาร การเล่นหมากรุก หรือสถานที่ท่าน่าท่องเที่ยว อ่านเมนูก่อนสั่งอาหาร อ่านคู่มือการใช้งานก่อนเริ่มเล่นอุปกรณ์ใหม่ๆ 5. ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆจากผู้อื่น ในระหว่างการอ่าน คุณจะได้รับรู้ความรู้หรือ ประสบการณ์จากผู้อื่น (อย่างน้อยก็ผู้เขียน) ทำให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น เพราะคุณไม่ต้องก้าวเข้าไปซ้ำความผิดพลาดของผู้อื่น ชีวิตคนเราสั้นเกินไปที่จะยอมทำผิดซ้ำซาก ยิ่งถ้าคุณค้นพบในสิ่งที่คนอื่นค้นพบแล้ว ในปัจจุบันมีมากกว่า 4000 คนที่เห็นเศรษฐีพันล้าน และมากกว่า 12 ล้านคนที่เป็นเศรษฐีเงินล้าน การที่จะเป็นเช่นนั้น เริ่มต้นจากการเรียนรู้และเข้าใจอดีตของคนเหล่านั้น การอ่านจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้มากที่สุด 6. เครื่องมือในการสื่อสาร การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร ผ่านการอ่านคุณสามารถสื่อสารได้ และเข้าใจได้มากขึ้น และแน่นอนว่าคุณจะสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีขึ้นด้วย สมมติว่าคนที่ไม่รู้อะไรเลย เขาจะไม่มีข้อมูลมาแบ่งปัน และจะไม่สามารถเข้าใจในเรื่องที่ผู้อื่นกำลังแบ่งปันกันและกัน โดยการอ่านเสมือนการที่คุณสร้างสะพานเชื่อมโยงสู่การสื่อสารอย่างแข็งแรง และเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมต่อกับผู้อื่นในโลกใบนี้ 7. มีสมาธิในการอ่าน ระหว่างการอ่าน คุณจะนิ่งเงียบ ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลไปยังสมองทำได้โดยง่าย นอกจากนี้ในช่วงที่สงบ สมองของคุณจะกระจ่างและจดจ่อกับสิ่งที่คุณอ่านทำให้คุณสามารถเข้าใจมุมมอง ของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี 8. เสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การอ่านนำท่านเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ แสดงให้เป็นว่าไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ ด้วยการอ่านคุณจะค้นพบแง่มุมใหม่ๆที่คุณอาจจะเคยสัมผัสแต่ไม่ได้รับรู้ หรือการกระทำที่เปลี่ยนไปและได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป หนังสืออยู่เหนือจินตนาการ มันเหมือนโครงข่ายการเชื่อมต่อข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ ที่จะสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและคำตอบใหม่ๆได้ตลอดเวลา อ้างอิงจาก : http://www.bangkokworldbookcapital2013.com/home/readingproject_detail.asp?lang=th&id=6