สาขาอาชีพแห่งอนาคต”

วันที่ 12 เม.ย. 2556
ผู้เข้าชม : 526
แนะเด็ก ม.ปลายเรียน “อาชีพแห่งอนาคต”มั่นใจไม่ตกงาน-รายได้สูง-ตลาด AEC ต้องการ!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2555 10:48 น.
 
ภาพ: อินเทอร์เน็ต
        
        
       แนะเด็ก ม.ปลาย เลือกเรียนต่อระดับอุดมศึกษา “สาขาอาชีพแห่งอนาคต” มั่นใจหางานง่าย รายได้สูง เป็นที่ต้องการของตลาดหลังเปิด AEC ขณะที่สาย “สังคมศาสตร์” ล้นตลาด-เสี่ยงตกงาน ผู้ก่อตั้ง www.eduzones.com ชี้ “4 ทักษะ” ตรงใจนายจ้างรับเข้าทำงาน ด้าน ม.หอการค้าไทย ระบุรัฐต้องส่งเสริมด้าน “วิทยาศาสตร์” แก่สถาบันอุดมศึกษา
       
       ทีม special scoop ได้นำเสนอเรื่องระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาแล้ว 3 ตอน ตอนแรก “ม.เอกชนป่วน! หลายแห่งรอปิดกิจการ หลังถูก ม.รัฐเปิดภาคพิเศษชิงตลาดนักศึกษาจบใหม่” ตอนที่ 2 “สกอ.ตีตรา “ป.ตรี” จบศูนย์ฯ หวั่นไร้คุณภาพ สภาอุตฯ แจงวิธีคัดเลือก “เด็กเจ๋ง” เข้าทำงาน” ตอนที่ 3 เจาะลึก 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำบุกตลาดอาเซียน โชว์จุดเด่นทุกสถาบัน-มธ.เจ๋ง! เป็นที่ 2 ของโลก
       
       ส่วนตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายจะนำเสนอสาขาอาชีพแห่งอนาคตเพื่อให้นักเรียนชั้น ม.6 ที่กำลังจะก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการเลือกสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ และเมื่อเลือกเรียนไปแล้วย่อมไม่ตกงาน แถมมีโอกาสสร้างรายได้ที่สูงกว่าในระดับปริญญาตรีด้วยกัน
       
       แม้ที่ผ่านมาอัตราการว่างงานของประเทศไทยจะยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ไม่ถึง 300,000 คน แต่พบว่าบัณฑิตที่จบมาในแต่ละปี โดยเฉพาะสาขายอดฮิตบางสาขา หากต้องการทำงานตรงสายที่เรียนมา ก็มีโอกาสน้อย ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากตลาดรองรับจำกัด เช่น คณะนิเทศศาสตร์มีบัณฑิตที่จบออกมาในแต่ละปีหลายแสนคน แต่ตลาดกลับมีการเปิดรับไม่ถึง 50% ของจำนวนบัณฑิตที่ผลิตออกมา
       
       ดังนั้นจึงต้องหันไปทำอาชีพอื่นแทน และการที่ผู้ประกอบการมีตัวเลือกมาก จึงส่งผลให้มีการจ้างงานในอัตราที่ต่ำ ขณะที่บางสาขาอาชีพกลับขาดแคลน
       
       อย่างไรก็ดี การตัดสินเลือกเรียนสาขาอาชีพแห่งอนาคต ที่มีข้อมูลชี้ชัดย่อมเป็นเครื่องมือหรือเข็มทิศในการวางแผนชีวิตและสามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และอนาคตของบัณฑิตไทยได้อย่างเหมาะสม
       
       “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” สาขาอาชีพแห่งอนาคต
        
       
       โดยทีมข่าว special scoop เลือกที่จะสัมภาษณ์ผู้บริหารของเว็บไซต์ www.eduzones.com เนื่องจากเว็บไซต์นี้ก่อตั้งขึ้นมาจากความร่วมมือของคณะอาจารย์ จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ รศ.ดร.สุรศักดิ์ วัฒเนสก์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ม.เชียงใหม่, ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, รศ.ดร.ประทีป จันทร์คง อดีตผู้อำนวยการสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ , รศ.ดร.ดำรงค์ วัฒนา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, ผศ.นพ.ดร.ดำรงศักดิ์ บุลยเลิศ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรรมการตรวจสอบการทำงาน ระบบแอดมิสชัน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการให้บริการข้อมูลทางการศึกษา และกระจายโอกาสทางการศึกษา ด้วยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา ครู-อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้อง โดยจัดทำเป็นโปรแกรมและข้อมูลให้บริการฟรีกับสมาชิกทุกคน
       
       โดยในเว็บไซต์นี้จะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี เช่น มีการจัดทำแบบประเมินโอกาสในการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยตามคณะและสาขาที่ต้องการ, การประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเปิดสอบตรง, การสำรวจคณะหรือมหาวิทยาลัยที่เด็กชอบและอยากเข้าเรียน หรือการจัดทำข้อมูลตามหลักวิชาที่เกี่ยวข้อง บอกถึงสาขาอาชีพแห่งอนาคตที่นักเรียนควรเลือกเรียน และตลาดแรงงานต้องการ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาของไทย
       
       ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการศึกษาอิสระ ผู้ก่อตั้ง www.eduzones.com กล่าวว่า ได้ทำการวิเคราะห์ถึงอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต โดยนิยาม “สาขาอาชีพแห่งอนาคต” ว่าเป็น “สาขาที่หางานง่าย รายได้สูง” จะอยู่ในสายงานของ “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” ได้แก่ แพทย์, พยาบาล, เภสัช, เทคนิคการแพทย์ ฯลฯ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
       
       สำหรับบัณฑิตในสายงานนี้จบการศึกษาออกมาในแต่ละปีมีเพียง 30,000 คนเท่านั้น เหตุผลหนึ่งมาจากต้นทุนในการผลิตสูง แม้ปัจจุบันจะมีหลายแห่งเปิดเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก จึงถือเป็นโอกาสของผู้ที่เลือกเรียนและให้ความสำคัญกับการหางานง่าย มีรายได้สูง ซึ่งจบออกไปโอกาสตกงานน้อย
       
       โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเปิดให้ 7 อาชีพเคลื่อนย้ายแรงงานได้ โดยมีสาขาที่เกี่ยวข้องกับ “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” อยู่กว่าครึ่ง ได้แก่ พยาบาล, ทันตแพทย์, แพทย์ ส่วนที่เหลือเป็นด้านวิศวกร , สถาปนิก, นักสำรวจ, นักบัญชี
       
       ทั้งนี้ คาดว่าอาชีพที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายจากไทยสู่อาเซียนสูงก็คือพยาบาลและด้านเทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย เนื่องจากรายได้ในประเทศไม่สูง และไม่ได้รับเกียรติมากเท่าที่ควร ต่างกับประเทศในกลุ่มอาเซียนบางประเทศ อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ที่ให้รายได้พยาบาลและด้านเทคนิคการแพทย์ในอัตราที่สูง ขณะที่แพทย์ และทันตแพทย์ของไทยเป็นอาชีพที่สังคมไทยให้ความนับถือ ให้เกียรติ และมีรายได้ที่ดี ไม่ต่างจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมากนัก จึงอาจทำให้มีการเคลื่อนย้ายน้อยกว่า
       
       ดร.วิริยะแนะว่า ปัจจัยที่ต้องคำนึงก่อนตัดสินใจเลือกสาขาที่เรียน หรืออาชีพในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดคือ บุคลิก เช่น หากเป็นคนไม่ชอบพูด การประกอบอาชีพพนักงานขายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรฝืนทำ เรียนไปก็จะเหนื่อย ประการต่อมาต้องดูที่ศักยภาพและทักษะในตัวเอง ส่วนประการสุดท้ายต้องประเมินความรู้ด้านวิชาการของผู้ที่จะเรียน หากชอบเรียนภาษา หรือเก่งภาษาก็ควรส่งเสริมให้เรียนด้านนั้น
       
       “หากได้เรียนในสิ่งที่รัก ก็จะมีความสุข ส่วนผู้ปกครองก็ควรให้คำแนะนำลูกจากการที่ลูกเลือกแล้ว อาจเกิดความสับสนว่าเหมาะกับเค้าหรือไม่ ซึ่งผู้ปกครองต้องพิจารณาจากลักษณะความเป็นตัวเค้า เพื่อใช้แนะนำ แต่หากไม่รู้จะเรียนอะไร หากต้องการเพียงจบมาได้งานทำ และมีเงินเดือนสูง ก็แนะนำให้เลือกสาขาอาชีพแห่งอนาคต” ดร.วิริยะ ระบุ
        
        
 
ขอบคุณภาพจากโรงพยาบาลเทพธารินทร์
        
        
       4 ทักษะชี้วัดการได้งาน
        
       
       อย่างไรก็ดี การพัฒนาคนเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และในสังคมโลก จะต้องมีทักษะ 4 ด้าน ดังนี้
       
       1. ทักษะการเรียนรู้ การค้นคว้า หาความรู้ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา มีความตื่นตัว มากกว่าเก่งเพียงการจดจำเท่านั้น
       
       2. ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่สอนคนให้มีทักษะด้านนี้เท่าไรนัก
       
       3. ทักษะการสื่อสาร ในที่นี้ไม่ใช่แค่จำเป็นต้องได้หลายภาษาเท่านั้น แต่ต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี ทั้งการสื่อด้วยภาพ เสียง การสนทนา ฯลฯ ในรูปแบบของการนำเสนอ การพูดคุยให้เกิดความเข้าใจอันดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ง่าย เป็นผู้นำที่สามารถจูงใจพนักงานได้ เป็นต้น
       
       สำหรับทักษะในการสื่อสารนั้นจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ซึ่งประเทศอาเซียนในกลุ่มอาเซียน อย่างสิงคโปร์ให้ความสำคัญในด้านทักษะการสื่อสารตั้งแต่ 6 ขวบ ให้สามารถมีทักษะสื่อสารได้ และให้เรียนรู้หลายภาษา
       
       4. ด้านคุณธรรม จะเป็นตัวนำพาชีวิตของคน ทั้งนี้ในเรื่องของคุณธรรมจะเป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะให้ออกมาจากจิตใจ เห็นคุณค่า แล้วจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน ไม่ใช่การเรียนแล้วนำไปสอบเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันแม้เด็กบางคนจะได้คะแนนวิชาจริยธรรม ศีลธรรมเต็ม ก็ไม่ได้เป็นตัววัดว่าจะเป็นคนที่มีคุณธรรมในสังคม เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยเน้นแต่การจำ และคิดวิเคราะห์เป็นหลัก
       
       “สิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เนื่องจากมีการฝึกฝนตั้งแต่เล็กให้มีความซื่อสัตย์ สุจริต หากคนไหนทุจริตจะไม่มีใครในสังคมยอมรับ จนต้องออกไปหางานทำยังต่างประเทศ”
       
       โดยในเรื่องของทักษะทั้ง 4 ด้านจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอาชีพแห่งอนาคตมาก ไม่ว่าจะทำงานด้านไหนก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อนำทักษะทั้ง 4 ด้านมารวมกับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้น โดยเฉพาะอาชีพอิสระ เช่น ในอดีตไม่มีการ์ตูนแอนิเมชัน, line หรือแอปพลิเคชัน โปรแกรมการสนทนาระหว่างกันผ่านสมาร์ทโฟน เป็นต้น แต่ปัจจุบันก็ได้เกิดอาชีพดังกล่าวนี้แล้ว
       
       “สังคมศาสตร์” ล้นตลาด-เสี่ยงตกงาน
        
       
       ดร.วิริยะยังกล่าวถึงองค์ประกอบในการพิจารณาแนวโน้มของตลาดว่า วิเคราะห์จากตัวเลขบัณฑิตที่จบออกมาในแต่ละสาขามีจำนวนมากเท่าไรในแต่ละปี เทียบกับความต้องการในสายงาน ประกอบกับจำนวนประชากรโลก จากนั้นมองเรื่องแนวโน้มของโลก อย่างเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       เมื่อมองถึงปัจจัยการเข้าถึงในราคาที่ต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของอุปกรณ์คลื่นความถี่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ฯลฯ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีจะส่งผลให้เกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นจำนวนมาก
       
       ดังนั้น ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีจึงเป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพในอนาคตอย่างแน่นอน ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
       
       เมื่อเทียบจากอัตราตัวเลขบัณฑิตที่จบออกมาในสายสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, ภาษาศาสตร์, ศิลปศาสตร์ ฯลฯ รวมแล้วกว่า 500,000 คนในแต่ละปี ขณะที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. รับเพียง 5,000 คนเท่านั้น การที่จะเข้าสู่อาชีพราชการจึงเป็นเรื่องยาก
       
       ส่วนของเอกชน โดยเฉพาะขนาดย่อม ก็ไม่จำเป็นต้องใช้บัณฑิตที่จบจากคณะรัฐศาสตร์ แม้จะจบออกมาด้วยคะแนนที่ดีก็ตาม ก็มักจะเน้นด้านทักษะในการทำงานมากกว่า ซึ่งอนาคตใบปริญญาพวกนี้อาจไม่มีประโยชน์มากนัก และหลายแห่งจะใช้แรงงานคนลดลง เพราะหันไปใช้เทคโนโลยีแทน จึงส่งผลให้แนวโน้มในอนาคต การทำงานจะเป็นลักษณะธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมมากขึ้น หรือรับงานอิสระ 1 คน 1 กิจการ เป็นต้น
        
        
 
ภาพ: อินเทอร์เน็ต
        
        
       อุดมศึกษาเน้นหาเด็ก ไม่สนตลาดงาน
        
       
       ดร.วิริยะระบุถึงสาเหตุที่ทำให้อัตราของบัณฑิตที่จบออกมาของมหาวิทยาลัย หรือวงการศึกษาของไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจริง เกิดจากการที่ไม่มีการพูดคุยถึงความต้องการของตลาด ก่อนที่จะเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียน ควรจะกำหนดเปิดสอนสาขาไหน จำนวนเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดงานในประเทศ และทั่วโลกในแต่ละปี ไม่ได้ดูดีมานด์ไซส์ แต่กลับผลิตตามซัปพลายไซส์ ซึ่งมักจะถูกกำหนดตามกำลังการผลิตของแต่ละแห่งมากกว่า การมาร่วมมือในการขับเคลื่อนการศึกษาทั้งระบบ
       
       การที่วงการศึกษาของไทยในระดับอุดมศึกษาไม่มีการร่วมกันคิดถึงเรื่องของปริมาณการผลิตนักศึกษาให้ตรงต่อความต้องการของตลาดงานเป็นหลัก ส่งผลให้ปัจจุบันในบางสาขาวิชามีบัณฑิตที่จบออกมามากเกินความต้องการของตลาดงาน และบางสาขากลับผลิตบัณฑิตออกมาได้น้อยกว่าความต้องการของตลาด จนเกิดภาวะขาดแคลน
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากค่านิยมของสังคมไทยพบว่ายังคงนิยมศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากถึง 60% ขณะที่สัดส่วนสายอาชีพอยู่ที่ 40% จึงส่งผลให้ผลิตบุคลากรที่มีทักษะในการทำงานได้น้อย เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยนิยมสอนให้บัณฑิตทำข้อสอบได้ แต่ทำงานไม่เก่งเท่าที่ควร หรือขาดทักษะในการทำงาน
       
       แนะรัฐส่งเสริมด้าน “วิทยาศาสตร์”
        
       
       สอดคล้องกับที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ตลาดวิทยาศาสตร์สุขภาพยังเป็นที่ต้องการ เนื่องจากเมื่อมองจากตัวอย่างเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เข้าถึงทุกพื้นที่ จะมีหมู่บ้านหลายพันหมู่บ้าน มีสถานีอนามัยหลายพันแห่ง มีโรงพยาบาลที่ต้องการบุคลากรด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ที่จบด้านนี้ก็จะเป็นที่ต้องการของตลาด จึงมีภาวะการตกงานไม่มากนัก
       
       อีกทั้งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการให้บริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพติด 1 ใน 10 ของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษา หรือการพักฟื้นหลังจากรักษา และอีกส่วนคือการบริการด้านการผ่อนคลาย อย่างการนวด สปา ความงาม ศัลยกรรม ซึ่งเป็นบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ
       
       ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดการสร้างบัณฑิตที่จบด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ดี อาจส่งเสริมทั้งส่วนของมหาวิทยาลัยรัฐบาล โดยการเปิดเพิ่มภาคพิเศษ โครงการพิเศษ หรือในส่วนของภาคเอกชน อาจส่งเสริมโดยการลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ เป็นต้น และอาจลดการเปิดเพิ่มในโครงการพิเศษ ภาคพิเศษของด้านสังคมศาสตร์ลง
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยในหัวข้อ "มองต่างมุม พ่อแม่-ลูกว่าด้วยอาชีพในฝันและวันเวลาที่มีให้กัน" ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 36.1 อยากให้บุตรหลานมีอาชีพแพทย์ รองลงมาคือ นักธุรกิจ ร้อยละ 29.4 ครู อาจารย์ นักวิชาการ ร้อยละ 26.3 อยากให้เป็นพยาบาล ร้อยละ 12.4 เป็นตำรวจ ร้อยละ 12.1 และรองลงมาอยากให้ประกอบอาชีพข้าราชการ, ทหาร, วิศวกร, ทนายความ, ผู้พิพากษา, อัยการ, พนักงานธนาคาร, นักบิน, แอร์โฮสเตส ขณะที่ต้องการอยากให้เป็นนักการเมืองมีเพียงร้อยละ 0.4
       
       ด้านความคิดเห็นของเด็กหรือบุตรหลานวัยไม่เกิน 19 ปี พบว่า ร้อยละ 30.8 อยากเป็นนักบิน, แอร์โฮสเตส รองลงมาอยากเป็นดารา นักร้อง นักแสดง ร้อยละ 29.1 อยากเป็นแพทย์ ร้อยละ 28.9 นักธุรกิจ ร้อยละ 25.7 อยากเป็นตำรวจ และรองลงมาอยากเป็นพยาบาล, ครูอาจารย์, นักวิชาการ, ทหาร, วิศวกร, พนักงานธนาคาร ร้อยละ 24.4 ร้อยละ 0.2 อยากเป็นนักการเมือง
        
 


ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ทุกอาชีพนับจากปี 2555 เป็นต้นไป อ้างอิงจากส่วนหนึ่ง http://www.dek-d.com/content/admissions/28111/8-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-2558-.php วิชาชีพ 10 คณะ 10 หมอ >>> ต้องเรียนคณะแพทยศาสตร์เท่านั้น + + พยาบาล >>> คณะพยาบาลศาสตร์ ทันตแพทย์ >>>พวกหมอฟัน วิศวกร >>> คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในที่กำลังฮิตคือสาขาธรณี /นักสำรวจสร้างถนน สถาปนิก >>คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ การโรงแรม /บัญชี อาหาร ธุรกิจสปา >> ธุรกิจสปานิยมเรียนผ่านคณะแพทย์แผนไทยนะ นักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ >> เนื่องจากประเทศไทยต้องการการพัฒนาด้านอุตุนิยมวิทยาอย่างมากจึงต้องมีบุคคลกรด้านนี้มาช่วยพัฒนาให้การพยากรณ์ในประเทศไทยพัฒนาแล้วคาดการณ์อากาศได้แม่นยำึขึ้น อาชีพสุดท้ายคือ >>\ นิติศาสตร์>>> เพราะนับวันนี้เมื่อเข้าอาเซียนประเทศเราต้องการบุคคลากรด้านนี้มากขึ้น เพื่อเป็นหัวคิดกันประเทศอื่นมาแทรกแซง ... ส่วนอาชีพที่คาดว่าจะล้นตลาดในอีก 4 ปีข้าง หน้านับจาก ปี 2555 1. เภสชัศาสตร์ เพราะอัตราการผลิตนักศึกษาที่มากเกินความต้องการ ต่อจำนวนอัตราบรรจุ โดยตำแหน่งงานในกรุงเทพส่วนใหญ่เต็ม ส่วนต่างจังหวัดก็คาดว่าจะเต็มในปี 2557 เพราะต้องแข่งกับประเทศอื่นด้วย พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็จบแล้ว! 2. เทคนิคการแพทย์ สาขาเทคนิคการแพทย์ เนื่องจากอาชีพนี้มีตำแหน่งบรรจุน้อย แต่อัตราการรับนักศึกษาเยอะมาก เปิดหลายที่อัตราการแย่งงานก็สูงตาม 3. สาธารณสุขศาสตร์ 4. วิทยาศาสตร์ แต่อาชีพอะไรก็แล้วแต่ถ้าม่เลือกงานก็มีงานทำหมดแหละ แต่อาจได้ไปอยู่ไกลจากบ้านเกิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งก็ต้องเลือกงานเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะของตนเอง >>ตามความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงที่กล่าวว่า >>"ที่เราพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง ให้ใช้อย่างเหมาะสมกับฐานะของตนเอง อย่าน้อยเกินไป และมากเกินไปตามฐานะตนเอง "
5 วิธีสร้างความประทับใจแรกพบ 5 วิธีสร้างความประทับใจแรกพบ โดย ดร.แพง ชินพงศ์ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อพบเจอใครเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นคนที่เราไม่ได้รู้จักเขามาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เราก็จะดูจากภาพที่ปรากฏภายนอกหรือการแสดงออกของคนนั้น และมักคิดไปต่างๆ นานา เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลในใจตัวเองว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้หรือคนนี้เป็นอย่างนั้น เช่น เธอคนนั้นยิ้มและหัวเราะเสียงดัง ดูแล้วน่าจะอารมณ์ดีเป็นมิตร เด็กผู้ชายคนนั้นเดินกินลูกชิ้นปิ้งแถมน้ำจิ้มยังหยดใส่เสื้อ ดูเป็นคนสกปรกและไม่มีมารยาท พี่คนนี้สวมรองเท้าที่หนังรองเท้าถลอก คงไม่ค่อยมีเงินเท่าไรนัก แม้บางคนจะคิดว่าใครจะมองว่าเราเป็นอย่างไรไม่เห็นต้องไปสนใจ ฉันพอใจแบบนี้หรือฉันจะเป็นของฉันอย่างนี้ใครจะทำไม ซึ่งการที่เราคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดเลย เพราะคนเราต้องรู้จักที่จะเป็นตัวของตัวเอง แต่บางครั้งการมั่นใจตนเองมากเกินไปจนละเลยสังคมรอบข้างก็อาจทำให้เรามีอุปสรรคในการดำเนินชีวิตได้ เป็นต้นว่าเมื่อเราไปสัมภาษณ์งาน คุณและคู่แข่งมีคุณสมบัติทางการศึกษาและมีความสามารถพิเศษเท่าๆ กัน แต่คุณแต่งกายด้วยชุดยับๆ รองเท้าดูสกปรก หน้าตาไม่แต่ง ผมเผ้าไม่หวี แต่คู่แข่งของคุณแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูเรียบร้อยสวยงาม รองเท้าดูใหม่เอี่ยมเพราะเช็ดมาอย่างดี หน้าตาผมเผ้าจัดแต่งมาดูมีความสดใส ถ้าเราเป็นกรรมการคัดเลือกเราจะเลือกใคร ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ใครมาตัดสินว่าคุณไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอของคุณจริงๆ ลองนำวิธีสร้างความประทับใจครั้งแรก 5 วิธี ไปลองใช้ดู 1. เท้าเราพูดได้ แปลกแต่จริงที่ว่ามีการศึกษางานวิจัยเรื่องบุคลิกภาพพบว่า คนจะตัดสินคนแปลกหน้าว่ามีอายุ การศึกษา รายได้เท่าไรจากการมองรองเท้าที่สวมใส่ คนจะบอกได้ถึงลักษณะเฉพาะจากรองเท้าคู่ต่างๆ ที่สวมว่าคนที่สวมรองเท้าที่ขาดๆ สกปรก จะถูกตัดสินว่าเป็นคนไม่น่าคบ เพราะเป็นคนไม่เอาใจใส่ดูแลตัวเอง ส่วนคนที่สวมรองเท้าที่นำสมัย จะถูกตัดสินว่าเป็นคนน่าสนใจ เป็นคนร่ำรวย ชอบเข้าสังคม ส่วนคนที่ใส่รองเท้าบูท มักตัดสินว่าเป็นคนลุยๆ และก้าวร้าว 2. สำหรับผู้หญิง แต่งหน้าบ้าง การปัดหน้า ทาแก้มไม่เพียงแต่ทำให้เราดูสวยงามขึ้นแต่ยังทำให้เราเป็นที่ดึงดูดและเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองได้อีกด้วย จากการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) พบว่า ผู้หญิงที่แต่งตัว ทาหน้า ทาปาก จะได้รับความชื่นชมว่ามีคุณสมบัติที่ดีและน่าเชื่อถือมากกว่าคนที่ไม่ได้แต่งหน้า แต่ในทางตรงกันข้าม หากแต่งหน้ามากเกินไป เช่น ทาตามากเกินไป แม้จะทำให้สะดุดตาได้ก็จริง แต่จะทำให้รู้สึกว่าไม่น่าไว้วางใจและไม่ซื่อสัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองผ่านแค่เพียงชั่ววินาทีจะยิ่งทำให้รู้สึกไม่ไว้ใจ 3. ยิ้มกว้างเห็นฟัน จากการศึกษาของเคนตันพบว่า ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ถ่ายภาพเห็นฟันและได้รับการ คัดเลือก 1,000 คน คนที่ยิ้มเห็นฟันได้รับความคิดเห็นว่ามีความสุข ฉลาด และประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่มีฟันเก 30% และยังบอกอีกว่าคนที่มีฟันเก ไม่สวย มักพลาดโอกาสการออกเดทครั้งที่ 2 และยิ่งไปกว่านั้นคือมากว่าครึ่งหนึ่งของการสัมภาษณ์งานหากเลือกระหว่าง 2 คน ที่มีฟันเกกับคนที่มีฟันสวย คนที่มีฟันสวยจะได้รับการคัดเลือกมากกว่า 4. พิถีพิถันกับเสื้อผ้า การแต่งตัวแสดงให้เห็นถึงบุกคิกลักษณะและความเชื่อมั่น จากงานวิจัยของ มหาวิทยาลัย Hertfordshire ประเทศอังกฤษ พบว่า ผู้หญิงที่ใส่กระโปรงชุดสูท ถูกมองว่าจะเป็นผู้ที่นำเงินมาให้บริษัทมากกว่าคนที่ใส่กางเกงสูท เพราะการใส่กระโปรงทำให้ดูเป็นคนน่าเชื่อถือและไม่ก้าวร้าว จากงานวิจัยของ Northwestern พบว่า นักศึกษาที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวในขณะทำการทดลองในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่านักศึกษาที่สวมเสื้อปกติธรรมดา ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับการแต่งกาย เพราะการใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนทัศนะของผู้อื่นที่มองตัวเราได้ 5. บุคลิกท่าทาง การยืนตัวตรงสามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง จากการศึกษาของนักจิตวิทยาเมื่อปี ค.ศ. 2011 พบว่า คนที่ยืนตัวตรง ผึ่งผายและเว้นช่องว่างระหว่างผู้พูดและผู้ฟังได้อย่างดี แสดงให้เห็นถึงบุกคิกลักษณะของคนที่มีความเชื่อมั่นและมีอำนาจ ไม่เพียงแต่การมองภายนอกเท่านั้นแต่ยังรวมถึงลักษณะที่แท้จริงภายในว่าเป็นคนเช่นนั้นด้วย ดังนั้น บุคลิกท่าทางจึงสามารถบอกถึงอำนาจ ความเชื่อมั่น พื้นฐานการศึกษาหรือบางทีอาจรวมถึงครอบครัวได้เลยทีเดียว คนส่วนใหญ่มักตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่พบเห็นภายนอกในครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว บุคลิกท่าทาง การพูดจาหรือแม้กระทั่งรองเท้าที่เราสวมซึ่งจะทำให้คนอื่นสามารถตัดสินตัวเราได้ภายในไม่กี่นาที แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนก็ยังคิดว่าความสวยงามภายในจิตใจก็มีความสำคัญกว่า แต่ความสวยงามภายนอกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น ถ้าจะให้ดีเรามาเป็นคนที่งามทั้งภายนอกและภายในกันดีกว่าเพื่อจะได้เกิดสิ่งดีมากมายในชีวิตของเรานั่นเอง
แนะเด็ก ม.ปลายเรียน “อาชีพแห่งอนาคต”มั่นใจไม่ตกงาน-รายได้สูง-ตลาด AEC ต้องการ! โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2555 10:48 น. ภาพ: อินเทอร์เน็ต แนะเด็ก ม.ปลาย เลือกเรียนต่อระดับอุดมศึกษา “สาขาอาชีพแห่งอนาคต” มั่นใจหางานง่าย รายได้สูง เป็นที่ต้องการของตลาดหลังเปิด AEC ขณะที่สาย “สังคมศาสตร์” ล้นตลาด-เสี่ยงตกงาน ผู้ก่อตั้ง www.eduzones.com ชี้ “4 ทักษะ” ตรงใจนายจ้างรับเข้าทำงาน ด้าน ม.หอการค้าไทย ระบุรัฐต้องส่งเสริมด้าน “วิทยาศาสตร์” แก่สถาบันอุดมศึกษา ทีม special scoop ได้นำเสนอเรื่องระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาแล้ว 3 ตอน ตอนแรก “ม.เอกชนป่วน! หลายแห่งรอปิดกิจการ หลังถูก ม.รัฐเปิดภาคพิเศษชิงตลาดนักศึกษาจบใหม่” ตอนที่ 2 “สกอ.ตีตรา “ป.ตรี” จบศูนย์ฯ หวั่นไร้คุณภาพ สภาอุตฯ แจงวิธีคัดเลือก “เด็กเจ๋ง” เข้าทำงาน” ตอนที่ 3 เจาะลึก 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำบุกตลาดอาเซียน โชว์จุดเด่นทุกสถาบัน-มธ.เจ๋ง! เป็นที่ 2 ของโลก ส่วนตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายจะนำเสนอสาขาอาชีพแห่งอนาคตเพื่อให้นักเรียนชั้น ม.6 ที่กำลังจะก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการเลือกสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ และเมื่อเลือกเรียนไปแล้วย่อมไม่ตกงาน แถมมีโอกาสสร้างรายได้ที่สูงกว่าในระดับปริญญาตรีด้วยกัน แม้ที่ผ่านมาอัตราการว่างงานของประเทศไทยจะยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ไม่ถึง 300,000 คน แต่พบว่าบัณฑิตที่จบมาในแต่ละปี โดยเฉพาะสาขายอดฮิตบางสาขา หากต้องการทำงานตรงสายที่เรียนมา ก็มีโอกาสน้อย ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากตลาดรองรับจำกัด เช่น คณะนิเทศศาสตร์มีบัณฑิตที่จบออกมาในแต่ละปีหลายแสนคน แต่ตลาดกลับมีการเปิดรับไม่ถึง 50% ของจำนวนบัณฑิตที่ผลิตออกมา ดังนั้นจึงต้องหันไปทำอาชีพอื่นแทน และการที่ผู้ประกอบการมีตัวเลือกมาก จึงส่งผลให้มีการจ้างงานในอัตราที่ต่ำ ขณะที่บางสาขาอาชีพกลับขาดแคลน อย่างไรก็ดี การตัดสินเลือกเรียนสาขาอาชีพแห่งอนาคต ที่มีข้อมูลชี้ชัดย่อมเป็นเครื่องมือหรือเข็มทิศในการวางแผนชีวิตและสามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และอนาคตของบัณฑิตไทยได้อย่างเหมาะสม “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” สาขาอาชีพแห่งอนาคต โดยทีมข่าว special scoop เลือกที่จะสัมภาษณ์ผู้บริหารของเว็บไซต์ www.eduzones.com เนื่องจากเว็บไซต์นี้ก่อตั้งขึ้นมาจากความร่วมมือของคณะอาจารย์ จากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ รศ.ดร.สุรศักดิ์ วัฒเนสก์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ม.เชียงใหม่, ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, รศ.ดร.ประทีป จันทร์คง อดีตผู้อำนวยการสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ , รศ.ดร.ดำรงค์ วัฒนา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ, ผศ.นพ.ดร.ดำรงศักดิ์ บุลยเลิศ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรรมการตรวจสอบการทำงาน ระบบแอดมิสชัน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการให้บริการข้อมูลทางการศึกษา และกระจายโอกาสทางการศึกษา ด้วยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา ครู-อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้อง โดยจัดทำเป็นโปรแกรมและข้อมูลให้บริการฟรีกับสมาชิกทุกคน โดยในเว็บไซต์นี้จะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี เช่น มีการจัดทำแบบประเมินโอกาสในการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยตามคณะและสาขาที่ต้องการ, การประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเปิดสอบตรง, การสำรวจคณะหรือมหาวิทยาลัยที่เด็กชอบและอยากเข้าเรียน หรือการจัดทำข้อมูลตามหลักวิชาที่เกี่ยวข้อง บอกถึงสาขาอาชีพแห่งอนาคตที่นักเรียนควรเลือกเรียน และตลาดแรงงานต้องการ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาของไทย ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการศึกษาอิสระ ผู้ก่อตั้ง www.eduzones.com กล่าวว่า ได้ทำการวิเคราะห์ถึงอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต โดยนิยาม “สาขาอาชีพแห่งอนาคต” ว่าเป็น “สาขาที่หางานง่าย รายได้สูง” จะอยู่ในสายงานของ “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” ได้แก่ แพทย์, พยาบาล, เภสัช, เทคนิคการแพทย์ ฯลฯ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สำหรับบัณฑิตในสายงานนี้จบการศึกษาออกมาในแต่ละปีมีเพียง 30,000 คนเท่านั้น เหตุผลหนึ่งมาจากต้นทุนในการผลิตสูง แม้ปัจจุบันจะมีหลายแห่งเปิดเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก จึงถือเป็นโอกาสของผู้ที่เลือกเรียนและให้ความสำคัญกับการหางานง่าย มีรายได้สูง ซึ่งจบออกไปโอกาสตกงานน้อย โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเปิดให้ 7 อาชีพเคลื่อนย้ายแรงงานได้ โดยมีสาขาที่เกี่ยวข้องกับ “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” อยู่กว่าครึ่ง ได้แก่ พยาบาล, ทันตแพทย์, แพทย์ ส่วนที่เหลือเป็นด้านวิศวกร , สถาปนิก, นักสำรวจ, นักบัญชี ทั้งนี้ คาดว่าอาชีพที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายจากไทยสู่อาเซียนสูงก็คือพยาบาลและด้านเทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย เนื่องจากรายได้ในประเทศไม่สูง และไม่ได้รับเกียรติมากเท่าที่ควร ต่างกับประเทศในกลุ่มอาเซียนบางประเทศ อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ที่ให้รายได้พยาบาลและด้านเทคนิคการแพทย์ในอัตราที่สูง ขณะที่แพทย์ และทันตแพทย์ของไทยเป็นอาชีพที่สังคมไทยให้ความนับถือ ให้เกียรติ และมีรายได้ที่ดี ไม่ต่างจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมากนัก จึงอาจทำให้มีการเคลื่อนย้ายน้อยกว่า ดร.วิริยะแนะว่า ปัจจัยที่ต้องคำนึงก่อนตัดสินใจเลือกสาขาที่เรียน หรืออาชีพในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดคือ บุคลิก เช่น หากเป็นคนไม่ชอบพูด การประกอบอาชีพพนักงานขายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรฝืนทำ เรียนไปก็จะเหนื่อย ประการต่อมาต้องดูที่ศักยภาพและทักษะในตัวเอง ส่วนประการสุดท้ายต้องประเมินความรู้ด้านวิชาการของผู้ที่จะเรียน หากชอบเรียนภาษา หรือเก่งภาษาก็ควรส่งเสริมให้เรียนด้านนั้น “หากได้เรียนในสิ่งที่รัก ก็จะมีความสุข ส่วนผู้ปกครองก็ควรให้คำแนะนำลูกจากการที่ลูกเลือกแล้ว อาจเกิดความสับสนว่าเหมาะกับเค้าหรือไม่ ซึ่งผู้ปกครองต้องพิจารณาจากลักษณะความเป็นตัวเค้า เพื่อใช้แนะนำ แต่หากไม่รู้จะเรียนอะไร หากต้องการเพียงจบมาได้งานทำ และมีเงินเดือนสูง ก็แนะนำให้เลือกสาขาอาชีพแห่งอนาคต” ดร.วิริยะ ระบุ ขอบคุณภาพจากโรงพยาบาลเทพธารินทร์ 4 ทักษะชี้วัดการได้งาน อย่างไรก็ดี การพัฒนาคนเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และในสังคมโลก จะต้องมีทักษะ 4 ด้าน ดังนี้ 1. ทักษะการเรียนรู้ การค้นคว้า หาความรู้ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา มีความตื่นตัว มากกว่าเก่งเพียงการจดจำเท่านั้น 2. ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่สอนคนให้มีทักษะด้านนี้เท่าไรนัก 3. ทักษะการสื่อสาร ในที่นี้ไม่ใช่แค่จำเป็นต้องได้หลายภาษาเท่านั้น แต่ต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี ทั้งการสื่อด้วยภาพ เสียง การสนทนา ฯลฯ ในรูปแบบของการนำเสนอ การพูดคุยให้เกิดความเข้าใจอันดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ง่าย เป็นผู้นำที่สามารถจูงใจพนักงานได้ เป็นต้น สำหรับทักษะในการสื่อสารนั้นจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ซึ่งประเทศอาเซียนในกลุ่มอาเซียน อย่างสิงคโปร์ให้ความสำคัญในด้านทักษะการสื่อสารตั้งแต่ 6 ขวบ ให้สามารถมีทักษะสื่อสารได้ และให้เรียนรู้หลายภาษา 4. ด้านคุณธรรม จะเป็นตัวนำพาชีวิตของคน ทั้งนี้ในเรื่องของคุณธรรมจะเป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะให้ออกมาจากจิตใจ เห็นคุณค่า แล้วจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน ไม่ใช่การเรียนแล้วนำไปสอบเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันแม้เด็กบางคนจะได้คะแนนวิชาจริยธรรม ศีลธรรมเต็ม ก็ไม่ได้เป็นตัววัดว่าจะเป็นคนที่มีคุณธรรมในสังคม เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยเน้นแต่การจำ และคิดวิเคราะห์เป็นหลัก “สิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เนื่องจากมีการฝึกฝนตั้งแต่เล็กให้มีความซื่อสัตย์ สุจริต หากคนไหนทุจริตจะไม่มีใครในสังคมยอมรับ จนต้องออกไปหางานทำยังต่างประเทศ” โดยในเรื่องของทักษะทั้ง 4 ด้านจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอาชีพแห่งอนาคตมาก ไม่ว่าจะทำงานด้านไหนก็ตาม ทั้งนี้ เมื่อนำทักษะทั้ง 4 ด้านมารวมกับความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้น โดยเฉพาะอาชีพอิสระ เช่น ในอดีตไม่มีการ์ตูนแอนิเมชัน, line หรือแอปพลิเคชัน โปรแกรมการสนทนาระหว่างกันผ่านสมาร์ทโฟน เป็นต้น แต่ปัจจุบันก็ได้เกิดอาชีพดังกล่าวนี้แล้ว “สังคมศาสตร์” ล้นตลาด-เสี่ยงตกงาน ดร.วิริยะยังกล่าวถึงองค์ประกอบในการพิจารณาแนวโน้มของตลาดว่า วิเคราะห์จากตัวเลขบัณฑิตที่จบออกมาในแต่ละสาขามีจำนวนมากเท่าไรในแต่ละปี เทียบกับความต้องการในสายงาน ประกอบกับจำนวนประชากรโลก จากนั้นมองเรื่องแนวโน้มของโลก อย่างเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองถึงปัจจัยการเข้าถึงในราคาที่ต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของอุปกรณ์คลื่นความถี่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ฯลฯ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีจะส่งผลให้เกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นจำนวนมาก ดังนั้น ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีจึงเป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพในอนาคตอย่างแน่นอน ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อเทียบจากอัตราตัวเลขบัณฑิตที่จบออกมาในสายสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, ภาษาศาสตร์, ศิลปศาสตร์ ฯลฯ รวมแล้วกว่า 500,000 คนในแต่ละปี ขณะที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. รับเพียง 5,000 คนเท่านั้น การที่จะเข้าสู่อาชีพราชการจึงเป็นเรื่องยาก ส่วนของเอกชน โดยเฉพาะขนาดย่อม ก็ไม่จำเป็นต้องใช้บัณฑิตที่จบจากคณะรัฐศาสตร์ แม้จะจบออกมาด้วยคะแนนที่ดีก็ตาม ก็มักจะเน้นด้านทักษะในการทำงานมากกว่า ซึ่งอนาคตใบปริญญาพวกนี้อาจไม่มีประโยชน์มากนัก และหลายแห่งจะใช้แรงงานคนลดลง เพราะหันไปใช้เทคโนโลยีแทน จึงส่งผลให้แนวโน้มในอนาคต การทำงานจะเป็นลักษณะธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมมากขึ้น หรือรับงานอิสระ 1 คน 1 กิจการ เป็นต้น ภาพ: อินเทอร์เน็ต อุดมศึกษาเน้นหาเด็ก ไม่สนตลาดงาน ดร.วิริยะระบุถึงสาเหตุที่ทำให้อัตราของบัณฑิตที่จบออกมาของมหาวิทยาลัย หรือวงการศึกษาของไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจริง เกิดจากการที่ไม่มีการพูดคุยถึงความต้องการของตลาด ก่อนที่จะเปิดรับนักศึกษาเข้าเรียน ควรจะกำหนดเปิดสอนสาขาไหน จำนวนเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดงานในประเทศ และทั่วโลกในแต่ละปี ไม่ได้ดูดีมานด์ไซส์ แต่กลับผลิตตามซัปพลายไซส์ ซึ่งมักจะถูกกำหนดตามกำลังการผลิตของแต่ละแห่งมากกว่า การมาร่วมมือในการขับเคลื่อนการศึกษาทั้งระบบ การที่วงการศึกษาของไทยในระดับอุดมศึกษาไม่มีการร่วมกันคิดถึงเรื่องของปริมาณการผลิตนักศึกษาให้ตรงต่อความต้องการของตลาดงานเป็นหลัก ส่งผลให้ปัจจุบันในบางสาขาวิชามีบัณฑิตที่จบออกมามากเกินความต้องการของตลาดงาน และบางสาขากลับผลิตบัณฑิตออกมาได้น้อยกว่าความต้องการของตลาด จนเกิดภาวะขาดแคลน อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากค่านิยมของสังคมไทยพบว่ายังคงนิยมศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากถึง 60% ขณะที่สัดส่วนสายอาชีพอยู่ที่ 40% จึงส่งผลให้ผลิตบุคลากรที่มีทักษะในการทำงานได้น้อย เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยนิยมสอนให้บัณฑิตทำข้อสอบได้ แต่ทำงานไม่เก่งเท่าที่ควร หรือขาดทักษะในการทำงาน แนะรัฐส่งเสริมด้าน “วิทยาศาสตร์” สอดคล้องกับที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ตลาดวิทยาศาสตร์สุขภาพยังเป็นที่ต้องการ เนื่องจากเมื่อมองจากตัวอย่างเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เข้าถึงทุกพื้นที่ จะมีหมู่บ้านหลายพันหมู่บ้าน มีสถานีอนามัยหลายพันแห่ง มีโรงพยาบาลที่ต้องการบุคลากรด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ที่จบด้านนี้ก็จะเป็นที่ต้องการของตลาด จึงมีภาวะการตกงานไม่มากนัก อีกทั้งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการให้บริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพติด 1 ใน 10 ของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษา หรือการพักฟื้นหลังจากรักษา และอีกส่วนคือการบริการด้านการผ่อนคลาย อย่างการนวด สปา ความงาม ศัลยกรรม ซึ่งเป็นบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดการสร้างบัณฑิตที่จบด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ดี อาจส่งเสริมทั้งส่วนของมหาวิทยาลัยรัฐบาล โดยการเปิดเพิ่มภาคพิเศษ โครงการพิเศษ หรือในส่วนของภาคเอกชน อาจส่งเสริมโดยการลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ เป็นต้น และอาจลดการเปิดเพิ่มในโครงการพิเศษ ภาคพิเศษของด้านสังคมศาสตร์ลง อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยในหัวข้อ "มองต่างมุม พ่อแม่-ลูกว่าด้วยอาชีพในฝันและวันเวลาที่มีให้กัน" ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 36.1 อยากให้บุตรหลานมีอาชีพแพทย์ รองลงมาคือ นักธุรกิจ ร้อยละ 29.4 ครู อาจารย์ นักวิชาการ ร้อยละ 26.3 อยากให้เป็นพยาบาล ร้อยละ 12.4 เป็นตำรวจ ร้อยละ 12.1 และรองลงมาอยากให้ประกอบอาชีพข้าราชการ, ทหาร, วิศวกร, ทนายความ, ผู้พิพากษา, อัยการ, พนักงานธนาคาร, นักบิน, แอร์โฮสเตส ขณะที่ต้องการอยากให้เป็นนักการเมืองมีเพียงร้อยละ 0.4 ด้านความคิดเห็นของเด็กหรือบุตรหลานวัยไม่เกิน 19 ปี พบว่า ร้อยละ 30.8 อยากเป็นนักบิน, แอร์โฮสเตส รองลงมาอยากเป็นดารา นักร้อง นักแสดง ร้อยละ 29.1 อยากเป็นแพทย์ ร้อยละ 28.9 นักธุรกิจ ร้อยละ 25.7 อยากเป็นตำรวจ และรองลงมาอยากเป็นพยาบาล, ครูอาจารย์, นักวิชาการ, ทหาร, วิศวกร, พนักงานธนาคาร ร้อยละ 24.4 ร้อยละ 0.2 อยากเป็นนักการเมือง